Dev.to AI 🤖 Ai 👁 0 📖 1 min read

harness AI ที่เคยประกาศว่าไม่รองรับ MCP เปลี่ยนใจได้ยังไง? เจาะ Pi 1.0 และ Codemode

harness AI ที่เคยประกาศว่าไม่รองรับ MCP เปลี่ยนใจได้ยังไง? เจาะ Pi 1.0 และ Codemode โดย Nokka (นก-กา) | 10 ตุลาคม 2026 บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุ

harness AI ที่เคยประกาศว่าไม่รองรับ MCP เปลี่ยนใจได้ยังไง? เจาะ Pi 1.0 และ Codemode

โดย Nokka (นก-กา) | 10 ตุลาคม 2026

บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุษย์ · Nokka (นก-กา)

มี agent harness ไม่กี่ตัวที่กล้าเขียนลงหน้าเว็บตัวเองตรง ๆ ว่า ไม่รองรับ MCP

Pi คือหนึ่งในนั้น

แล้ววันที่ 1 ตุลาคม 2026 ทีม Earendil ก็ออก Pi 1.0 พร้อมกับสิ่งที่ตรงข้ามกับคำประกาศเดิม เพราะในเวอร์ชันนี้ MCP กลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนกลางไปแล้ว

คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ "ทำไมเขาถึงทำได้" แต่เป็น "ทีมที่เคยปฏิเสธอะไรบางอย่าง จะเปลี่ยนใจโดยไม่เสียหลักการเดิมได้ยังไง"

Pi คืออะไร และดังแค่ไหน

Pi เป็น agent harness ที่เขียนด้วย TypeScript เผยแพร่บน GitHub ภายใต้สัญญาอนุญาต MIT[1]

คำว่า harness ในที่นี้หมายถึงชั้นซอฟต์แวร์ที่จัดสภาพแวดล้อมให้โมเดล AI ทำงานอยู่ข้างใน พร้อมเดินลูปให้มันเรียกเครื่องมือได้[6]

ทีม Earendil ให้คำนิยามไว้อีกแบบในบทความ Pi Durable ว่ามันคือที่เก็บข้อมูล บวกกับกลไกที่จำเป็นสำหรับรันบทสนทนากับโมเดลหลายชุดพร้อมกัน ทั้งเครื่องมือที่โมเดลเรียกใช้และสภาพแวดล้อมที่เครื่องมือเหล่านั้นรันอยู่[4]

จุดขายที่ทีมย้ำตลอดคือความมินิมอลกับความยืดหยุ่น ซึ่งฟังดูขัดกันในตัว แต่เขาอธิบายว่าหมายถึงเครื่องมือที่เล็กพอจะเข้าใจได้ทั้งตัว และเปิดให้ต่อเติมได้แทบทุกชั้น

ในบทความประกาศเปิดตัว Pi 1.0 ระบุว่ามีผู้ใช้ Pi หลายแสนคนทั่วโลกในแต่ละสัปดาห์ โดยไม่ระบุตัวเลขชัดเจน[2]

ส่วนตัวเลขบน GitHub ตรวจได้ตรง ๆ ว่า ณ วันที่เขียนบทความนี้ repo นี้มีดาว 113,973 ดวง ฟอร์ก 14,485 และ issue ที่ยังเปิดอยู่ 325 รายการ[1]

กระทู้ประกาศ Pi 1.0 บน Hacker News ขึ้นอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 1,687 คะแนน และ 609 ความเห็น[3]

จุดที่ผมสนใจคือการเปิดซอร์สโค้ดทั้งหมดให้ agent อ่านได้เอง

ทีมระบุว่าโค้ดรุ่น Pi Durable ซึ่งไม่นับเทสต์ยาวประมาณ 15,000 บรรทัด หรือคิดเป็นราว 150,000 โทเคนเมื่อป้อนให้โมเดลตระกูล GPT และราว 250,000 โทเคนเมื่อป้อนให้ Claude[4]

ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่ออวดความเล็ก แต่เพื่อให้ agent ที่ทำงานบน Pi ตรวจดูโค้ดของ harness ที่ตัวเองกำลังรันอยู่ได้จริง

เรื่องที่ต้องย้อนกลับไปก่อน

ในบทความที่ทีมเขียนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2026 พวกเขาเปิดเรื่องด้วยคำถามตรง ๆ ว่า ถ้าเคยเข้าไปดู pi.dev ในอดีต จะเจอคำประกาศที่ภูมิใจว่า Pi ไม่รองรับ MCP[5] ส่วนหน้า pi.dev ตอนนี้ก็ยังเทียบให้เห็นชัด ๆ ว่าจาก "No MCP" กลายเป็น "Now with MCP+Codemode"[8]

ในพอดแคสต์หลายตอนก็มีถ้อยที่ดูแคลน MCP ไม่น้อย รวมถึงบทความเก่าของ Mario Zechner ที่ตั้งคำถามตรง ๆ ว่าถ้าไม่ใช้ MCP จะเป็นอย่างไร[7]

แต่ถ้าอัปเดต Pi ตอนนี้ จะพบว่า MCP กลายเป็นฟังก์ชันที่รองรับแล้ว

ทีมไม่ได้เลี่ยงคำถามนี้ เขียนออกมาตรง ๆ ในหัวข้อแรกของบทความว่า "Things Change" แล้วอธิบายว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปมีสองชั้น

ชั้นแรกคือ ตัว MCP เองเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน ซึ่งลำพังเหตุผลนี้คงไม่พอจะย้ายมันเข้าแกนกลาง

ชั้นที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงที่ต้องทำเพื่อรองรับ MCP มีประโยชน์อย่างอื่นด้วย ทีมยกตัวอย่างว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้ทำให้ใช้ Jev หรือโมเดลตัวจำแนกใน Pi ได้ง่ายขึ้น

เหตุผลที่ทีมเขียนไว้ตรง ๆ คือข้อนี้

ท้ายที่สุด ความต้องการของ Pi ก็คล้ายกับความต้องการของ MCP นั่นคือแซนด์บ็อกซ์ให้เล่น ในรูปของตัวแปลภาษา[5]

แล้วอะไรคือ Codemode

คำว่า Codemode โผล่มาหลายครั้งในบทความนั้น และนี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด

เมื่อ harness เรียกใช้เครื่องมือ มันทำงานได้สองฝั่ง คือฝั่งที่ bash รันอยู่ กับฝั่งที่ agent loop รันอยู่

ทั้งสองฝั่งมีระดับความน่าเชื่อถือต่างกันมาก เพราะลูปของ harness มักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เชื่อถือได้ ขณะที่เครื่องมือที่มันเรียกมักอยู่ในแซนด์บ็อกซ์ที่ไม่น่าไว้ใจเท่า

Codemode เลือกอยู่ฝั่งหลังคือ รันตรงที่ harness รัน และทำหน้าที่ประสานการเรียกเครื่องมือหลายตัวให้เป็นชุดเดียว[5]

ในทางปฏิบัติ หมายความว่าแทนที่โมเดลจะต้องเรียกเครื่องมือทีละตัวผ่านหน้าต่างบริบทที่จำกัด มันเขียนสคริปต์ JavaScript ขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อจัดลำดับและรวมผลลัพธ์ แล้วส่งกลับเฉพาะคำตอบสุดท้าย

จุดที่ผมคิดว่าฉลาดคือ สถานะของ Codemode ถูกเก็บไว้ในบันทึกบทสนทนา ไม่ใช่ในระบบไฟล์[5] หมายความว่ามันไม่ทิ้งร่องรอยไว้บนเครื่อง และยังย้อนดูได้ว่าตอนนั้นทำอะไรไปบ้าง

ทำไมต้อง JavaScript คำตอบคือเพราะ JavaScript เวอร์ชันเล็กถูกแปลงเป็นไบนารี WASM ได้ ทำให้ป้องกันความเสี่ยงได้ในระดับที่สมเหตุสมผล[5]

ตัวอย่างที่ทีมยกในบทความเป็นการสั่งงานด้วยประโยคเดียวว่าให้ใช้ Jev ผ่าน Codemode เพื่อหาคน 20 คนที่หงุดหงิดที่สุดใน issue tracker

แล้ว Pi ก็เขียนโค้ดที่ดึงข้อมูลจาก Linear MCP และเรียก Jev ให้ให้คะแนนน้ำเสียงของแต่ละเธรดทีละสี่เธรด[5]

ทั้งหมดนี้ไม่กินบริบทเลย เพราะโค้ดรันอยู่ฝั่ง harness

ที่ยังไม่แก้คืออะไร

ทีมไม่ได้อ้างว่า MCP กลายเป็นเรื่องสมบูรณ์แบบแล้ว

บทความระบุว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของ MCP ยังคงเดิม นั่นคือ มันประกอบกันได้ยาก[5] แม้จะมี Codemode เข้ามาช่วย แต่ตัว MCP เองก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์นี้เต็มที่

ทีมมองว่าปัญหาส่วนหนึ่งไม่ได้อยู่ที่ตัวโปรโตคอล แต่อยู่ที่ เซิร์ฟเวอร์ MCP จำนวนมากที่ยังออกแบบมาสำหรับ harness สมัยเก่า ที่เทเครื่องมือทั้งหมดลงหน้าต่างบริบท แล้วพยายามประหยัดโทเคนด้วยการส่งข้อความกลับมาเป็นข้อความธรรมดา[5]

ทางที่ทีมเสนอคือ MCP ควรเข้าใกล้แนวคิด OpenAPI มากขึ้น คือส่งข้อมูลแบบมีโครงสร้าง และให้เครื่องมือถูกค้นพบได้จากคำอธิบายของมันเอง[5]

ประโยคที่ผมชอบที่สุดในบทความนี้คือเหตุผลที่เขาเลือกจะรับ MCP เข้ามาแทนที่จะยืนอยู่ข้างเวที

วิธีที่ดีที่สุดที่จะส่งผลเชิงบวกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือโอบรับมันไว้[5]

อ่านแล้วเห็นว่าเป็นเหตุผลที่ตรงไปตรงมา และซื่อสัตย์กว่าการเปลี่ยนใจแบบเงียบ ๆ

Pi 1.0 มีอะไรใหม่

นอกจากเรื่อง MCP ทีมระบุว่ามีของใหม่เข้ามาในรุ่นนี้เจ็ดรายการ ที่น่าสนใจมีดังนี้[2]

การรองรับเครื่องมือแบบโหลดช้า แทนที่จะยัดเครื่องมือทุกตัวลงบริบทตั้งแต่ต้น Pi จะโหลดเฉพาะเมื่อจำเป็น ซึ่งช่วยเรื่องหน้าต่างบริบทโดยตรง

การอุ่นแคชสำหรับโมเดลตระกูล Anthropic เพื่อลดเวลารอในคำขอแรก

ข้อความระบบกลางบทสนทนา ให้เปลี่ยนพรอมป์หรือชุดเครื่องมือระหว่างคุยได้ โดยที่บันทึกบทสนทนายังสอดคล้องกัน

การรองรับโมเดลเสมือน ซึ่งเปิดทางให้ต่อโมเดลที่ไม่ใช่โมเดลภาษา เข้ามาในระบบได้ เช่น โมเดลตัวจำแนกอย่าง Jev หรือโมเดลสร้างภาพ

การรองรับ MCP แบบเนทีฟ ซึ่งเป็นเรื่องที่เล่ามาทั้งบทความข้างต้น

ทีมยังย้ำว่าการตัดสินใจแบบนี้ไม่ใช่การไล่ตามทุกกระแส โดยระบุว่ามีอีกหลายสิ่งที่ถูกเสนอเข้ามาแล้วถูกปล่อยผ่าน เพราะยังไม่พิสูจน์ว่าคุ้มกับความซับซ้อนที่จะเพิ่มขึ้น[2]

ตรงนี้ผมว่าสำคัญ เพราะมันอธิบายว่าทำไมการรับ MCP เข้ามาถึงรอถึงหนึ่งปี

Pi Durable สำหรับ agent ที่ต้องทำงานยาว

วันเดียวกับ Pi 1.0 ทีมยังเปิดตัวแพ็กเกจทดลองชื่อ Pi Durable[4]

เหตุผลที่ต้องมีคือ Pi ตัวเดิมถูกออกแบบให้รันในเทอร์มินัลบนเครื่องของคุณ ขับเคลื่อนโดยคนคนเดียว ถ้าโปรเซสตายก็เปิดดูว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วสั่งให้ทำงานต่อ

แต่ทีมอยากให้มันไปได้ไกลกว่านั้น คือรันที่ไหนก็ได้ เข้าถึงได้จากหลายช่องทาง รองรับบทสนทนายาวมาก และให้คนหลายคนช่วยกันบังคับ agent ตัวเดียวกันได้

หัวใจคือเช็คพอยต์

คำอธิบายที่ทีมเขียนไว้ชัดเจนว่าใน Pi Durable ทุกสเต็ปของการทำงานคือหนึ่งงานที่บันทึกเช็คพอยต์ก่อนไปต่อ[4]

ถ้าโปรเซสตาย เปิดโปรเซสใหม่ชี้ไปที่ที่เก็บข้อมูลเดิม มันจะหางานที่ค้างอยู่แล้วทำต่อจากเช็คพอยต์ล่าสุด

คำขอโมเดลที่ถูกตัดกลางทางจะถูกส่งใหม่ โดยคำตอบบางส่วนยังอยู่ในบันทึกและถูกทำเครื่องหมายว่าถูกยกเลิก

ส่วนการเรียกเครื่องมือที่ถูกตัดกลางทาง จะรันซ้ำก็ต่อเมื่อมันปลอดภัยที่จะทำ ถ้าไม่ปลอดภัย โมเดลจะถูกบอกว่ามันถูกขัดจังหวะ

ทีมระบุว่า Pi Durable ไม่มีระบบ agent ย่อยในตัว แต่ใช้โค้ดไม่กี่บรรทัดก็สร้างได้ และเพราะ agent ย่อยรันในบทสนทนาของตัวเอง มันจึงทำงานต่อจากจุดที่ค้างได้เหมือนกัน

ที่เก็บข้อมูลเลือกได้

Pi Durable แยกชั้นที่เก็บข้อมูลออกจากตัว harness โดยมีแบบสำเร็จให้สามแบบคือในหน่วยความจำ SQLite และไฟล์ JSONL พร้อมชุดทดสอบความสอดคล้องและ benchmark สำหรับคนที่อยากเขียนที่เก็บแบบของตัวเอง[4]

จุดที่น่าสนใจคือโค้ดส่วน SQLite กับ JSONL ไม่ได้เรียกใช้ API ของ Node เลย ทำให้ปรับเล็กน้อยก็รันบน Bun หรือใน Cloudflare Durable Object ได้

และบน SQLite นั้น harness เก็บไว้ในหน่วยความจำเฉพาะชุดที่กำลังใช้งาน คือบันทึกที่ยังแอ็กทีฟ งานที่รันอยู่ และงานที่รออยู่ นอกนั้นอยู่บนดิสก์จนกว่าจะต้องใช้

ทีมให้เหตุผลว่าแม้บทสนทนาจะมีหลายหมื่นข้อความ ก็ยังพอดีกับหน่วยความจำ เพราะข้อความเก่าจะถูกย่อก่อนที่จะล้นหน้าต่างบริบท

แยกที่รันกับที่ใช้เครื่องมือ

อีกจุดที่ผมว่าออกแบบได้ดีคือ แยกสภาพแวดล้อมที่รันเครื่องมือออกจากตัว harness ทำให้ harness รันบนเครื่องหนึ่งแต่เครื่องมือไปรันอีกเครื่องหนึ่งได้[4]

ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถให้ harness อยู่บนเซิร์ฟเวอร์ แต่ให้เครื่องมือแตะไฟล์บนเครื่องของคุณเอง

มุมที่ต้องระวัง

ผมอ่านกระทู้ Hacker News 609 ความเห็นนั้นแล้ว สรุปได้ว่าความเห็นไม่ได้เป็นเสียงเชียร์ทั้งหมด[3]

ความเห็นที่ได้คะแนนดีที่สุดในเธรดมาจากผู้พัฒนาอีกโปรเจกต์หนึ่งชื่อ Juggler เขาบอกว่าทุกครั้งที่ Pi ขึ้นอันดับหนึ่ง เขาแอบบ่นในใจว่าของเขาก็ทำได้เหมือนกัน แต่มีกราฟิกสวยกว่า

แล้วเขาชี้ว่าจุดที่ Pi นำอยู่จริงคือระบบปลั๊กอิน ซึ่งต้องใช้คนสร้าง และนั่นคือสิ่งที่หายากที่สุดในตอนนี้

ส่วนอีกความเห็นหนึ่งตอบกลับว่า การตลาดมีผลจริงในสนามนี้ เพราะเครื่องมือดีอย่างเดียวไม่พอถ้าคนแยกไม่ออกว่าอันไหนต่างกันตรงไหน[3]

และยังมีอีกความเห็นที่แรงกว่านั้น คือบอกว่าประเด็นของความวุ่นวายในวงการนี้ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือดีหรือไม่ดี แต่อยู่ที่เครื่องมือประเภทนี้ถูกสร้างได้ง่ายมากด้วย AI แล้ว การคาดหวังว่าจะมีผู้ใช้หลั่งไหลมามาก ๆ อาจไม่สมจริงอีกต่อไป[3]

ความเห็นสุดท้ายนี้ควรค่าแก่การคิด เพราะนี่คือคำถามที่ทุกคนที่กำลังสร้างเครื่องมือในยุคนี้ต้องตอบกับตัวเอง

ส่วนทีม Earendil เขียนไว้ตรง ๆ ว่าการที่ Pi ยืนได้นั้นมาจากการรอจนกว่าอะไรบางอย่างจะพิสูจน์ตัวเองได้ ไม่ใช่ตามทุกกระแสที่เปลี่ยนทุกสัปดาห์[2]

ถ้าจะลอง

ติดตั้ง Pi บน macOS หรือ Linux ด้วยคำสั่งเดียว[2]

curl -fsSL https://pi.dev/install.sh | sh

บน Windows ใช้ PowerShell[2]

powershell -c "irm https://pi.dev/install.ps1 | iex"

ส่วน Pi Durable ติดตั้งเป็นแพ็กเกจ npm[4]

npm install @earendil-works/pi-durable @earendil-works/pi-ai @earendil-works/chord

ทั้งคู่เปิดซอร์สและใช้สัญญาอนุญาต MIT[2]

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจคือ ณ วันที่เขียนบทความนี้เวอร์ชันล่าสุดบน GitHub คือ v1.1.0 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 หลังจาก Pi 1.0 ราวหนึ่งสัปดาห์[1] หมายความว่าโครงการนี้ยังเดินเร็ว และสิ่งที่อ่านในวันนี้อาจมีของใหม่เพิ่มภายในไม่กี่วัน

ผมยังไม่พบรายงานผลทดสอบเชิงเปรียบเทียบที่เป็นอิสระว่า Pi ทำงานได้ดีกว่า harness ตัวอื่นในงานจริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนจะย้ายมาใช้ควรหาข้อมูลเพิ่มก่อนตัดสินใจ

แล้วคุณล่ะ

ถ้าคุณเคยเห็นเครื่องมือที่คุณเชื่อว่าดี เปลี่ยนจุดยืนของตัวเองในสิ่งที่เคยประกาศไว้ชัด ๆ คุณจะมองว่าเป็นการกลับลำ หรือเป็นการคิดใหม่

คำตอบของทั้งสองฝั่งอาจต่างกันแค่คำที่ใช้เรียก แต่สำหรับทีมที่เขียนเหตุผลไว้ให้อ่านทุกบรรทัด ผมว่าคำตอบมันชัดอยู่ในตัว

ถ้าคุณเคยลอง Pi หรือมี harness ตัวอื่นที่คุณคิดว่าเปลี่ยนใจอย่างมีเหตุผลน่าสนใจ เล่าให้ฟังได้ว่าตัวไหน

แหล่งอ้างอิง

[1] Earendil, "earendil-works/pi", GitHub, 2026. https://github.com/earendil-works/pi

[2] Earendil, "Pi 1.0", earendil.com, 1 ตุลาคม 2026. https://earendil.com/posts/pi-1-0/

[3] Hacker News, "Pi 1.0", news.ycombinator.com, 2 ตุลาคม 2026. https://news.ycombinator.com/item?id=49926069

[4] Earendil Engineering, "Pi Durable", earendil.com, 1 ตุลาคม 2026. https://earendil.com/posts/pi-durable/

[5] Earendil Engineering, "You Said No MCP!", earendil.com, 29 กันยายน 2026. https://earendil.com/posts/you-said-no-mcp/

[6] Earendil Engineering, "What is a harness?", earendil.com, 20 สิงหาคม 2026. https://earendil.com/posts/what-is-a-harness/

[7] Mario Zechner, "What if you don't need MCP at all?", mariozechner.at, 2 พฤศจิกายน 2025. https://mariozechner.at/posts/2025-11-02-what-if-you-dont-need-mcp/

[8] Earendil, "Pi", pi.dev, 2026. https://pi.dev/

📰 Read the original article on Dev.to AI

Originally published by Dev.to AI. Aggregated on AIWithGhost for educational purposes — full credit and traffic to the original publisher.